December 29, 2009
เที่ยวไปตามใจฉัน
3 Comments
เกาะช้างในบางมุมของ DiaDear

ช่วงนี้อินเลิฟกับทะเลหน้าหนาว ไปเกาะช้างค่อนข้างบ่อย จริงๆ แล้วอาจเป็นด้วยจังหวะและโอกาสมากกว่า รอบนี้ตั้งใจไว้ว่าอยากถ่ายภาพ ดอกหญ้ากับทะเล พยายามเก็บภาพในมุมจินตนาการ ตอนกลับมาดูภาพในคอมฯ อยู่ๆ เพลง ดอกไม้และก้อนหิน ของพี่ปั่น ไพบูลย์ ก็ลอยเข้ามา

เก็บดอกไม้ดอกหนึ่งมาให้เธอ
อยากให้เธอชื่นใจ
ให้ความสุขเบ่งบานข้างในใจ
ด้วยดอกไม้เล็ก ๆ ดอกนี้

เก็บก้อนหินก้อนหนึ่งมาให้เธอ
อยากให้เธอมั่นใจ
ว่าคนๆหนึ่งมั่นคงมากเท่าไร
ด้วยก้อนหินเล็ก ๆก้อนนี้

ความรักมีความอ่อนหวาน
อย่าให้มันต้องอ่อนไหว
บางครั้งเธออาจไม่แน่ใจ
รักก็คงไหวหวั่น

สิ่งเล็ก ๆที่มีอยู่ข้างทาง
เก็บมาแทนหัวใจ
แม้มันไม่มีค่าอะไร
แต่ความหมายนั้นมีมากมาย

ความรู้สึกที่มีในหัวใจ
คือความรักและมั่นคง
ดั่งดอกไม้และก้อนหิน ที่ให้เธอ
( ฮึม…..ฮึม……ฮึม……ฮึม………ฮึม….)
ฟังเพลงนี้จบก็นึกถึงเพื่อนหลายๆ คน ใกล้สิ้นปีมีแต่คนเครียด แต่เราอยากจะบอกว่า “บางครั้งสิ่งเล็กๆที่อยู่ข้างทาง หากเราตั้งใจดู เราก็จะพบความสุขน้อยๆ ที่ซ่อนอยู่” หากยังไม่เห็น ใครก็ตามแวะเวียนผ่านมาเจอ DiaDear ให้รู้ว่าที่ตรงนี้มีกำลังใจให้ตลอดนะ สู้ สู้ !!
November 21, 2009
เที่ยวไปตามใจฉัน
4 Comments
ต้นเดือนพฤศจิกายน ช่วงฤดูกาลที่ผันเปลี่ยนจากปลายฝนสู่ต้นฤดูหนาวของทุกปี ความรู้สึกที่อยากไปเกาะช้างจะแล่นผ่านเข้ามาในสมองทุกทีไป อาจเป็นเพราะอากาศเย็นๆ มาปะทะไออุ่นจากทะเล แสงแดดไม่แรงมาก มองไปเหมือนมีควันจางๆ อยู่รายรอบตัว ว่าแล้วมือสั่งการเร็วกว่าสมองรีบเก็บเสื้อผ้า มุ่งหน้าสู่บลูลากูน

บ้านสีฟ้า-ขาว ตั้งอยู่ในสวนยางพารา มีน้ำในคลองมะกอกไหลผ่านหน้าห้องพัก ตื่นเช้ามามองไปทางซ้าย เหมือนอยู่กาญจนบุรี มองไปทางขวาเห็นปากคลองที่ค่อยๆ ขยายสู่ทะเลกว้าง ห้องน้ำที่เปิดหลังคาอาบน้ำรับลมเย็นๆ และแสงแดดอุ่นๆ ไปพร้อมๆ กัน ผู้คนในบลูลากูนให้การดูแลเหมือนคนในครอบครัวเดียวกัน ทุกย่างก้าวในบลูลากูน คือ ความสบายใจ

ทุกเช้าจะมีคนพาฝรั่งเดินดู สวนยาง สวนสมุนไพร นาข้าว เราก็ไปเดินสำรวจด้วยตัวเอง แล้วก็แอบฟังที่เค้าอธิบายฝรั่งแบบงูๆ ปลาๆ กันไป เข้าใจบ้าง มั่วๆ เข้าใจเองบ้าง นอกจากที่นี่จะมีห้องพักที่น่ารักอบอุ่นแล้ว ยังมีเมนูอาหารที่ชนะเลิศสำหรับเราอีกหลายเมนู เช่น แกงเขียวหวานกุ้ง ลาบปลา ปอเปี๊ยะกล้วย ช่วงสายๆ ก็เริ่มมีฝรั่งมาเรียนทำอาหาร และขนม ที่โรงเรียนสอนทำอาหารบลูลากูน ดูเว็บน่ารักมากมายของบลูลากูน www.bluelagoonandcookingstory.com


ตื่นเช้าอีกวัน (ออกไปบางเบ้าตอนบ่าย) ขับรถไปฝากท้องที่หมู่บ้านชาวประมงบางเบ้า กว่าจะถึงก็เวียนหัวไปกับหลายโค้งเหมือนกัน แต่ก็คุ้มค่าที่ได้มาฝากท้องมื้อเที่ยงที่ เรือนไทย บางเบ้า ซีฟู้ด อาหารอร่อย สด และราคาไม่แพงเลย ประทับใจมากกับเมนู กุ้งอบพริกไทยดำ เป็นเมนูแนะนำสำหรับคนชอบอาหารออกหวานนิดๆ ร้อนเครื่องเทศหน่อยๆ ในรูปอาจจะดูเบลอๆ เพราะถ่ายด้วยมืออันสั่นเทาจากความหิว แต่กลัวไม่มีรูปเลยขอสักหน่อย รูปอื่นๆ ในภาพคือบรรยากาศรอบๆ ร้านเรือนไทย บางเบ้า ซีฟู้ด


ฝากท้องมื้อเที่ยงเสร็จ เดินเล่นอยู่ที่สะพานบางเบ้า แต่เดินไปไม่ถึงประภาคาร เพราะน้ำท่วมทางเลยไม่มีรูปมาฝากกัน แต่ไปเจอแมวตัวนี้มีนามว่า รอซโซ่ แมวเปอร์เซียผสมไทย ตัวยาวใหญ่ อ้วนปั้ก ขนฟู สวย เริ่ด เชิด หยิ่ง แบ๊ว และ หวงตัวเป็นที่สุด เจ้าของบอกว่าเป็นขวัญใจหลายๆ คน ต้องขอถ่ายรูปทุกคนรวมทั้งเราด้วย ว่าแล้วอยากหยิกแก้มแมว อื้มมมมมมมมม……


ก่อนออกจากบางเบ้า แวะดูพระอาทิตย์ตกหลัง Nirvana ต้องเดินไปบนสะพานไม้ทอดยาวไต่ระดับหน้าผา สู่ลานไม้ตรงจุดที่บรรยากาศดีที่สุดในการดูพระอาทิตย์ตก แต่เราไปไม่ทันเพราะอากาศหนาว พระอาทิตย์เลยตกเร็ว ก็ได้ภาพบรรยากาศที่สวยไปอีกแบบเหมือนกัน เราว่าหลายคนคงไปมาแล้ว แต่คิดว่าอีกหลายคนคงยังไม่เคยไปที่นี่ สำหรับเราเรียกว่าอันซีนได้เลย ใครจะไปสารภาพรัก หรือขอแฟนแต่งงานที่นี่ก็ได้นะ ขอบอกโรแมนติคมากๆ


ก่อนออกจากเกาะช้างพอมีเวลาอีกนิดหน่อยก่อนเรือหมด อยากไปเที่ยวฝั่งสลักเพชรบ้าง เพราะมาเกาะช้างนับครั้งไม่ถ้วน แต่ไม่เคยไปเลย ต้องแวะไปดูสักหน่อย ตลอดสองข้างทางมีอ้อมกอดของขุนเขา และหมอกจางๆ ภาพที่สวยงามบางทีก็ไม่ต้องมีอะไรมาก ความสุขที่ออกมาจากใจทำให้เราเผลอยิ้มออกมาไม่รู้ตัว แวะดูสถานที่ท่องเที่ยวอีกหลายแห่งในสลักเพชร ทำให้ต้องบอกตัวเองและหมู่บ้านสลักเพชรว่า “คราวหน้าเจอกันนะบ้านสลักเพชร”

June 26, 2009
เที่ยวไปตามใจฉัน
6 Comments
“จะเหน็บหนาวเท่าไหร่ ไม่กลัว จะเปียกฝนเท่าไหร่ก็ยอม ฉันหวังแค่ให้มีคนที่ฉันรักยืนคอยตรงนั้นก็ชื่นใจ…” เสียงเพลงนี้แว่วมา ระหว่างนั่งเรือบรื๋ออยู่กลางทะเลต่างประเทศ

วันหยุดที่ผ่านมา พี่ชายพี่ส่าว พาน้องๆ และเพื่อนสนิทที่ร่วมงานกัน ไปเที่ยวต่างประเทศ โดยรถยนต์ส่วนต้ว ออกจากตัวจังหวัดตราด มุ่งหน้าสู่ ต.หาดเล็ก อ.คลองใหญ่ เพื่อผ่านจุดผ่านแดน เข้าสู่เกาะกง ประเทศกัมพูชา ทุกคนเตรียมพาสปอร์ตไปพร้อม ยกเว้น เรา และพี่ปรี เพราะพาสปอร์ตหาย อย่างเดียวไม่พอ บัตรประชาชนก็ไม่มีด้วย โชคดีพี่นิดชอบกินเส้นใหญ่ เลยพาเราผ่านแดนไปได้ ยังนึกไม่ออกเลยว่า ขอกลับเข้ามาไม่ได้แล้วจะทำอย่างไร ต้องเป็นคนเถื่อนหรือเปล่าเนี่ย


จุดมุ่งหมายแห่งแรก บ้านบางกะหยะ (Bangkayak) หมู่บ้านที่มีป่าชายเลนอุดมสมบูรณ์ แวะกินกุ้งสดๆ กะน้ำพริกเกลือ ขนมจีน น้ำยากะทิปลาพริกสด แกงเห็ดเสม็ดกุ้ง ได้สัมผัสกับรสชาติบ้านๆ ที่กรุ่นกลิ่นท้องทะเลยามบ่าย ที่นึกถึงที่ไรก็อดหิวไม่ได้ทุกที อิ่มท้องแล้วนอนฟังวิทยุทรานซิสเตอร์ภาษาเขมร เป็นครั้งแรกที่รู้สึกได้มาต่างประเทศจริงๆ ถึงแม้จะเป็นบ้านใกล้เรือนเคียง แต่ฟังไม่ออก ฟังเพลินๆ ลมเย็นๆ งีบหลับสักตื่น แล้วลุกขึ้นมากินต่อ ก่อนออกไปเที่ยวปาชายเลนบ้านบางกะหยะ
ป่าชายเลนแห่งนี้มีสะพานทอดยาวหลายกิโลเมตรเลยทีเดียว ป่าชายเลนค่อนข้างอุดมสมบูรณ์ สุดทางเดินข้ามบันไดลิง เพื่อรอเรือบรื๋อมารับ ไปบ้านบางกระสอบ หมู่บ้านชาวประมงอีกแห่ง กลางเกาะน่านน้ำอ่าวไทย


เรือบรื๋อต้องมารับสองรอบ เพราะเรามีกันเยอะ รอบแรกไปกัน 5 คน ระหว่างรอ เราและพี่สาว น้องปักเป้า ก็ไปทำตัวเหมือนลิง ปีนบันไดลิง เรือบรื๋อมารับเราทั้งสามคนอีกรอบ สู่บ้านบางกระสอบ เดินดูหมู่บ้านรอบๆ ส่วนใหญ่แล้วที่นี่มีคนไทยมาก และทำอาชีพประมง

เราทั้งแปดตัดสินใจลงเรือลำเดียวกันเพื่อไปเที่ยวดูเกาะที่อยู่ข้างๆ หมู่บ้านชาวประมง ใกล้ถึงเกาะลมเริ่มแรง ฝนเริ่มมา เรือก็ปริ่มน้ำ คลื่นซัดเข้ามา เราอยู่ข้างหน้าเป็นกำบังให้คนข้างหลังโดยอันโนมัติ เราตัดสินใจบอกพี่สาว และน้องปักเป้า ไปรอที่หมู่บ้านบางกระสอบก่อนดีกว่า เพราะกลัวว่ากลับไปไม่ถึงบ้านบางกระหยะ ถึงตอนนี้เพลงที่ว่า ”จะเหน็บหนาวเท่าไหร่ ไม่กลัว จะเปียกฝนเท่าไหร่ก็ยอม…” สำหรับเราคงเปลี่ยนเป็น “จะเหน็บหนาวเท่าไหร่ก็กลัว จะเปียกฝนเท่าไหร่ไม่ยอม….” แล้ว

ระหว่างรอเรือมารับอีกรอบ เราเดินถุงพลาสติกเพื่อใส่เสื้อเป็นกำบังให้กับกล้อง แต่หาไม่ได้สักที ต้องเดินไปบนคานไม้ที่ไม่แน่ใจว่าจะพังลงมาเมื่อไหร่ ทำให้ได้ข้อคิดว่า ทุกๆ ย่างก้าวในชีวิตต้องใช้ความระมัดระวัง


เรือบรื๋อมารับเราอีกรอบแล้ว บรรยากาศมืดครึ้มฝนตก เพลงนี้ก็ลอยมาอีกแล้ว “จะเหน็บหนาวเท่าไหร่ ไม่กลัว จะเปียกฝนเท่าไหร่ก็ยอม ฉันหวังแค่ให้มีคนที่ฉันรักยืนคอยตรงนั้นก็ชื่นใจ…”
February 16, 2009
งานที่ทำ-ทำที่งาน
5 Comments
แหม! พูดเหมือนทำงานมาหลายปีเลย จริงๆ แล้วทำมาแค่ปีเดียวเท่านั้นเอง เพียงแต่ได้จัดงานวาเลนไทน์ให้ออฟฟิศตั้งแต่ปีแรกที่เข้ามา แล้วก่อนออกเท่านั้นเอง
14 ก.พ. 2551 วาเลนไทน์ปีที่แล้ว

เกิดจากแนวความคิดที่รักบริษัท อยากจัดงานน่ารักๆ ให้เพื่อนๆ ได้ร่วมกิจกรรมกัน จัดตกแต่งห้องให้มีรูปหัวใจสีแดง ลูกโป่งสีแดง นิยามรักที่ทุกเขียน (โดยไม่รู้ว่า วันต่อมาจะเป็นหัวใจที่รายล้อมห้อง) คำแนะนำมะเขือเทศ สารรักจากผู้บริหาร ดอกกุหลาบและหัวใจ บอร์ดสารภาพรัก บอร์ดบอกรักคนข้างห้อง
14 ก.พ. 2552 วาเลนไทน์ปีนี้
ตรงกับวันเสาร์ เราเลยไม่อยากทำอะไร (ก็จะออกอยู่แล้ว) ประกอบกับกลับต่างจังหวัดตั้งแต่วันที่ 11 แต่หัวหน้าท้วงมาว่าปีนี้ไม่ทำอะไรหน่อยเหรอ
เดียร์ : ขอดีเลย์หน่อยละกัน เป็นวันจันทร์ที่ 16
หัวหน้า : ว่าแต่เธอจะทำอะไร?
เดียร์ : เหอะน่า (แต่ก็คิดไม่ออก ทำอะไรดี)
หัวหน้า : จะทันไหมอะ
เดียร์ : เชื่อเถอะน่ะ (กลับจากต่างจังหวัดวันอาทิตย์ ต้องแหกขี้ตามาแต่เช้าวันจันทร์)
คืนวันอาทิตย์ที่ 15 ก.พ.

เพิ่งกลับจากต่างจังหวัด ยังคิดไม่ออกเลยจะทำอะไรดี เดินหาซื้อลูกโป่งอยู่ 3 ห้าง ก็ไม่ถูกใจ นั่งรถไปปากคลองตลาด แต่ว่าโอ้แม่เจ้า! ควันหลงวาเลนไทน์ ดอกไม้ยังแพงอยู่เลย ตัดสินใจ ซื้อดอกกุหลาบขาว ชมพู ที่มีแต่ดอก และหลอดใส่น้ำ (แต่ก็ไม่รู้จะทำอะไรดี) กลับมาถึงห้อง เอาน้ำใส่หลอด จัดการกับกลีบดอกที่เน่าๆ เกือบ 400 ดอก แล้วเสียบใส่หลอด เบ็ดเสร็จตี 3 พอดี (ทั้งนี้ก็ต้องขอบคุณเพื่อนพลังคูณที่คุยเป็นเพื่อนถึงดึกดื่น ไม่อย่างนั้นคงหมดพลังไปนานแล้ว)
เช้าวันจันทร์ที่ 16 ก.พ.

ตื่นตี 5 รีบอาบน้ำมาออฟฟิศ เอาไหมพรมที่ถักนิตติ้งมาพันดอกไม้แล้วห้อยให้ทั่วห้อง เสร็จก่อนทุกคนจะมา ถึงเวลาทำงานทุกคนมาถึงเห็นดอกไม้ ประทับใจและชมว่าน่ารักทุกคน (จริงป่าว) เราขอบคุณทุกคนที่ชอบสิ่งที่เราทำให้ แต่คำขอบคุณนั้นก็กลับคืนมาหาเรา การที่เลือกเป็นผู้ให้โดยไม่หวังผลตอบแทน ทำให้เรามีความสุขจริงๆ (ความสุขของอาเดียร์)

February 3, 2009
บันทึกเรื่องลาว..หลวงพระบาง
7 Comments
ผ่านพ้นด่านตรวจคนเข้าเมืองของลาวเข้ามาแล้ว เต็มไปด้วยผู้คน (จากไทยทั้งนั้น) แต่โลกใบนี้ก็ช่างกลมจริงๆ เราหันไปเห็นเพื่อนสมัยเรียนชื่อ พจน์ ที่ไม่ได้เจอกันเกือบสิบปี ทักทายกันสักพักก็แยกย้ายกันไป อยากแนะนำผู้ที่จะเดินทางว่า หากแลกเงินกีบ ควรแลกจากที่ด่านเลย เพราะถ้าเดินทางไปหลวงพระบางเลย จะหาแลกยาก แต่ถ้าเดินทางไปแค่เวียงจันทน์ยังหาแลกได้ (ตอนที่ไป 1 บาท = 240 กีบ)
หาทางไปต่อ
เดอะแก๊งค์เรายืนงงๆ กันอยู่ว่าจะไปทางไหนดี ก็มีคุณลุงคนหนึ่ง เดินมาถามว่าไปไหน เหมารถตู้หรือเปล่า ถ้าไปวังเวียง ราคา 3,000 บาท เราบอกว่า ขอหาเพื่อนร่วมทางก่อนนะ ด้วยความใจกล้า และ….. เราเดินไปชวนหนุ่มสาวคู่หนึ่ง นาม เมษ์ กับ โคจิ ทั้งคู่ตอบตกลงทันที ได้ 6 คนแล้วสินะ ขออีกแค่ 2 คน เราถามอีกหลายคน แต่ไม่มีใครไปด้วย (คงกลัวเราหลอก อิอิ) สักพักมีหนุ่ม – สาว คู่แตกต่าง เดินออกมาท่าทางลุยๆ เราเดินไปชวน พี่เค้าตอบตกลงทันที (ใจง่ายนะเนี่ย) สรุป เราได้พี่เอ กับ พี่ปู มาอีกคู่ เป็น 8 คน ออกเดินทางไปกับรถตู้คุณลุงโกศลได้เลย โดยเส้นทางการเที่ยว จากด่าน – เวียงจันทน์ – วังเวียง
พระธาตุหลวง

จุดแรกที่คุณลุงโกศล พาเที่ยว คือ พระธาตุหลวง (ประวัติพระธาตุหลวง) เป็นพระธาตุสีทองอร่าม ดูอลังการมาก เสียค่าเข้าคนละ 5,000 กีบ แต่เราไม่มีเงินกีบ จ่ายเป็นเงินไทย 25 บาท เดินถ่ายรูปไปรอบๆ มีแต่สีทอง ขึ้นไปบนพระธาตุมองลงมา วิวสวยดี
ประตูชัย

ฌ็อง เอลิเซ่ ลาว หรือประตูชัยลาว (ประวัติประตูชัย) สามารถขึ้นไปถึงชั้นบนสุด เพื่อดูทิวทัศน์ของเมืองเวียงจันทน์ได้ เมื่อมองลงมาเราจะเห็นสวนประตูชัย ที่มองด้านซ้ายและขวาเท่ากัน แต่มาคราวนี้เราไม่ได้ขึ้นไป เพราะเหนื่อยและต้องทำเวลาเพื่อไปที่อื่นต่อ ได้แต่ไปกระโดดถ่ายรูปหน้าประตูชัย ให้รู้ว่า เรามาถึงแล้วนะ
หอพระแก้ว

คราวที่แล้วที่มาเราไม่ได้มาเที่ยวที่หอพระแก้ว (ประวัติหอพระแก้ว) เพราะที่นี่ปิดเวลาพักเที่ยง แต่คราวนี้ได้เข้าไปดูด้านใน เสียค่าเข้า 5,000 กีบ ภายนอกเหมือนเป็นวัดเก่า ดูไม่มีอะไรมาก แต่เข้าไปด้านในก็ต้องตะลึง เพราะเขาสามารถเก็บรักษาโบราณวัตถุได้ดี และสวยงามมาก แต่ไม่สามารถถ่ายรูปมากฝากได้ เพราะเขาไม่อนุญาต
ตรงข้ามกับหอพระแก้ว คือวัดสีสะเกด (ประวัติวัดสีสะเกด) เป็นวัดที่อยากมามาก เพราะดูจากรูปแล้วสวยดี แต่เรามา 2 ครั้ง ก็ไม่ได้เข้า เพราะเป็นเวลาพักเที่ยง ได้แต่ถ่ายรูปด้านนอก คราวหน้าต้องมาให้ได้ สู้ สู้
โทรศัพท์ลาว
หลายคนบอกนักบอกหนา มาลาวฝากซื้อ โทรศัพท์ด้วยเด้อ อาจเป็นเพราะโทรศัพท์ลาว เป็นที่เลื่องลือ เรื่องความถูก และฟังก์ชั่นการใช้งานที่หลากหลาย เราไปดูมาก็…. เรื่องแบบนี้นานาจิตตัง แล้วแต่ใครชอบไม่ชอบ ก็เลือกเอานะ
บะหมี่หมูแดง และ ส้มตำ ข้างศูนย์วัฒนธรรมลาว

เที่ยวเวียงจันทน์มาครึ่งวันแล้ว เพื่อนหิวกันมากมาย จากประสบการณ์มาครั้งที่แล้วทำให้รู้ว่ามีร้านบะหมี่อร่อยราคาถูก 5,000 กีบ หรือประมาณ 20 บาท เท่านั้นเอง ไม่รอช้า ไปกินกันเลย บะหมี่หมูแดง คนรอเยอะ มีเครื่องปรุงเหมือนแจ่ว และ มะนาว สำหรับปรุง รสชาติออกมาคล้ายต้มยำป่นแจ่ว อร่อยแบบไม่เหมือนใครดี มาลาวทั้งนี้ พวกเราไม่อิ่มแค่นี้แน่เพราะต้องไปกิน ส้มตำปลาร้า ให้หายอยาก ไม่รอช้าเดินไปใกล้ๆ ก็เจอร้านส้มตำและฝรั่งกลุ่มหนึ่งนั่งแซ่บกันก่อนแล้ว ไม่รอช้า สั่งส้มตำมากันเลย ได้ข่าวว่าเชอร์รี่ชอบมาก ถึงขนาดซดน้ำส้มตำหมดเลย ราคาหาร 4 คนละ 35 บาทเท่านั้นเอง แต่ที่ทำให้เคืองคือ โอเลี้ยง และ ชาเย็น ถุงละ 10,000 กีบ หรือ 40 บาท เดอะแก๊งค์ขนานนามว่า โอเลี้ยงและชาเย็นแพงที่สุดในโลก อิ่มแล้วมุ่งหน้าสู่วังเวียงกันเถอะ
February 3, 2009
บันทึกเรื่องลาว..หลวงพระบาง
No Comments
ในหมู่พี่ๆ เพื่อนๆ ตั้งประเด็นกันขึ้นมาว่า ปีใหม่นี้เราจะไปไหนกันดี ต่างก็ตกลงปลงใจไปต่างประเทศ ปลายทางคือ หลวงพระบาง แห่ง สปป.ลาว โดยมีผู้ร่วมขบวนการดังนี้ พี่ต๋อน พี่แอน (พี่ๆ เค้าเดินทางโดยเครื่องบินไปวันที่ 27 ธ.ค. 51) พี่ษา เชอร์รี่ แอ้ และ เดียร์ (เดินทางโดยรถทัวร์คืนวันที่ 26 ธ.ค.51)
ของที่ควรเตรียม
ก่อนการเดินทางสิ่งที่เราเตรียมเป็นอย่างแรกเลย ถอยกล้อง Canon EOS 450D ออกมาใหม่ เพื่อไปเก็บบรรยากาศให้หนำใจกันไปเลย และเตรียมเสื้อผ้ากันหนาวไปให้พร้อม เนื่องจากเป็นช่วงอากาศเย็นและชื้นมาก ถ้าใครขี้หนาว ก็อย่าลืมเตรียม หมวก เสื้อ และถุงมือไปให้พร้อม ยาโรคประจำตัว หากโรคประจำตัวไม่กำเริบมานานก็ควรเตรียมยาเผื่อไปนะ เพราะไปถึงที่นั่นอาจหาไม่ได้
ศึกษาเส้นทางการท่องเที่ยว
เราศึกษาเส้นทางการเดินทาง และสถานที่แวะเที่ยว ไว้ล่วงหน้า โดยศึกษาจากหนังสือ หาข้อมูลจากเว็บไซต์ และสอบถามจากคนที่เคยเดินทางไปมาแล้ว เส้นทางการเดินทางของเรา พี่ษา แอ้ เชอร์รี่ เดินทางโดยทางรถ ดังนี้ กรุงเทพฯ – หนองคาย – เวียงจันทน์ – วังเวียง – หลวงพระบาง โดยเราต้องเตรียมพร้อมโดยการซื้อตั๋วรถทัวร์ไปก่อน (ส่วนใครอยากใช้บริการของบริษัทอะไร เสิร์ชจาก Google ได้เลยจ้า) โดยที่ทุกคนตั้งงบไป - กลับไว้ที่ 5,000 – 6,000 บาท ส่วนพี่ต๋อน และพี่แอน ไป – กลับ โดยเครื่องบินตรงสู่หลวงพระบาง ประหยัดเวลา (แต่ไม่ประหยัดตังค์ในกระเป๋า เราเลยไม่ไป)
วันเดินทาง
วันเดินทางที่ 26 ธ.ค. 51 เรานัดเจอกับเดอะแกงค์ เวลา 2 ทุ่ม เนื่องจาก นั่งรถเที่ยว 3 ทุ่มครึ่ง แต่กว่าจะได้ออกกันจริงๆ ก็เวลา 4 ทุ่มครึ่ง เนื่องจากคนเริ่มทยอยออกต่างจังหวัดกันมาก ทำให้รถหนาแน่นมาก เราก็ได้แต่นั่งรอว่าเมื่อไหร่รถจะมาถึง เมื่อเห็นรถที่เรารอผ่านมา ก็ได้แต่วิ่งตาม แต่รถก็จอดไม่ได้เพราะไม่มีที่จอด ในที่สุดเราก็ได้ขึ้นรถตอน 4 ทุ่มครึ่ง เราก็หลับยาวถึงจังหวัดหนองคาย ตอน 7 โมงเช้า
เตรียมออกนอกประเทศ
ตื่นนอนรับอรุณแบบไม่ต้องแปรงฟัน รีบมุ่งตรงไปซื้อตั๋วโดยสารระหว่างประเทศข้ามไปเวียงจันทน์ ในราคา 50 บาท แต่ไม่ทันซะแล้ว เพราะคนแน่นมาก ถ้ารอเที่ยวต่อไปก็ตั้ง 9 โมง พวกเราเลยตัดสินใจนั่งสกายแลป ไปที่ด่านในราคาคนละ 30 บาท เมื่อถึงด่านแล้วเราก็ไปทำชั้นตอนต่างๆ และเสียค่าปี้ (ตั๋ว) ข้ามประเทศ (จริงๆ แล้วก็ข้ามสะพานมิตรภาพไทย – ลาว ในระยะทางสั้นๆ นี่แหละ) ราคา 20 บาท เมื่อถึงด่านลาวก็ทำกระบวนการต่างๆ ให้เสร็จสิ้น และรีบรถ เพื่อจะเดินทางเที่ยวต่อกันตามแผน
December 25, 2008
งานที่ทำ-ทำที่งาน, เอ็มวี-เพิ่งหัดทำ
No Comments
กิจกรรมประจำออฟฟิศใกล้ปีใหม่ส่วนใหญ่ก็คงหนีไม่พ้นการเล่นบัดดี้ ที่บริษัทเราก็เช่นกัน มีการจัดให้เล่นบัดดี้เป็นประจำทุกปี และในปีนี้เราก็เป็นแม่งาน บัดดี้คนที่เทคแคร์เราเป็นเพื่อนสนิทที่กินข้าวกันทุกวัน ไปไหนมาไหนด้วยกันทุกวัน คุยกันทุกวัน แต่เราไม่รู้เลยว่าเป็นเพื่อนสนิทที่คอยเทคแคร์เราอยู่ เราบอกเค้าหมดทุกอย่างว่าเราซื้ออะไรขอบคุณ ห่อของขวัญยังไง ทำอะไรให้บ้าง (ซื่อจน..) ในวันเฉลยบัดดี้ เราเลยทำเอ็มวีเพื่อขอบคุณบัดดี้ทุกคน โดยให้ทุกคนถ่ายรูปกับของที่บัดดี้ให้มา และใส่เพลงขอบคุณลงไป จะเป็นอย่างไร ลองไปดูกันเลย
October 29, 2008
บันทึกเรื่องลาว..เวียงจันทน์, เอ็มวี-เพิ่งหัดทำ
1 Comment
Dirt Strong Bridge live in LOA!2!
ห่างหายจากการอัพบล็อคไปนาน ช่วงนี้มีงานมากมาย มีเรื่องให้ปวดหัวและหนักอกหนักใจอยู่ทุกวัน ทำให้เราท้อแท้และบั่นทอนกำลังใจไปมากๆ กลับถึงบ้านก็หลับเป็นตาย
เมื่อวานนี้พี่จินโทรมาบอกว่าดู เอ็มวี Dirt Strong Bridge live in LOA! ตอน เรื่องดีดี อีกรอบ(ในหลายๆรอบ) เราดีใจมาก เพราะสิ่งเล็กน้อยที่เราทำ ทำให้คนอื่นมีความสุข วันนี้เราจึงลุกขึ้นมาทำเอ็มวีภาคต่อ Dirt Strong Bridge live in LOA! ตอน เธอเห็นท้องฟ้าลาวไหม? เราค้นพบว่า หลังจากที่เราเหนื่อยล้า จนไม่มีกำลังจะก้าวต่อไป เราสามารถค้นพบความสุขและกำลังใจจากภาพแห่งความทรงจำ เพื่อสร้างความสุขและกำลังใจให้เราและคนที่เรารักต่อไป
October 24, 2008
เมนูคิดเอง..แปลกแต่กิน
No Comments
เนื่องจากเป็นคนที่ชอบกินสลัดมาก แต่ก็เบื่อสลัดแบบเดิม จืดๆ ข้นๆ มันๆ ถ้ากินอะไรแบบว่าแซ่บ ก็ต้องใส่พริกขี้หนูลงไปสิ

ส่วนผสม
- ผักตามชอบ
- น้ำสลัดอิตาเลี่ยน
- พริกขี้หนู
- มะนาว
วิธีทำ
ใส่ทุกอย่าง คนให้เข้ากัน ตักใส่ปากเมนูง่ายๆ แค่นี้เอง ได้ประโยชน์เพื่อสุขภาพ ไม่เลี่ยนอีกตะหาก ลองทำกินกันดูนะ